: พลังวิญญาณ

August 4, 2007 by suwat

พักไม่ up blog นานพอสมควร จนเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาหลบงานและผู้คน

ไปอยูในโลกแห่งจิตและวิญาณ (ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจหรอก)
แค่พักผ่อนทำใจสบายให้ปลอดโปร่ง ชื่นชมซึมซับ กับวิญาณ ธรรมชาติ
ที่โอบล้อมด้วย ต้นไม้ ภูเขา สายลมและ ท้องน้ำอันกว้างไกลสุดสายตา
มองย้อนกลับมาหาตัวเอง เรานี่มันช่างเล็ก กระจิดเดียวจริงๆ นะนี่

และแล้วสิ่งที่ใครหลายๆคนอาจจะไม่เคยทราบหรือพบเจอเลยชั่วชีวิตก็เกิดขึ้น
*-*
ระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่นั่นเอง….
ท่ามกลางท้องฟ้าที่สว่างด้วยแสงดาว
สายลมโชยอ่อนๆ บวกกับความวังเวงของสถานที่
มันบรรยายไม่ได้ความรู้สึกเท่าใด
(ลองนึกภาพเอานะ ว่านั่งคนเดียวเดี๋ยวๆ ในป่านี่มันควรเป็นอย่างไร)
ตอนแรกใจมันสงบสบาย
ไม่สนใจอะไรเลยวางเฉยมีความสุขกับเสียงที่ได้ยินรอบๆตัว
ไม่ว่าจะเป็น เรไร นก แมลงบางชนิด
บวกกับสายลมพอเย็นสบาย
45 นาทีต่อมา อาการปวดขาก็ตามมา
ใจมันเริ่มไม่สงบ สมาธิเริ่มเซ ปั่นป่วนไปหมด
เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาทั่วใบหน้า
และแล้วก็มีเสียงหนึ่ง ซึ่งมันก็ทำลายความเงียบลง
มันคราง “ อือ ๆๆ..ๆ” ใกล้ๆ ตัวเรา
ด้วยความที่อารมณ์เรามันแตกกระเจิงแล้วในขณะนั้น
บวกกับเสียงที่ได้ยิน ผมคิดว่าหูไม่แว่วแน่นอน
มันน่ากลัว และหลอนเอามากๆ(เพราะที่นั้น เขาว่าเฮี้ยน น่าดู)
ผมก็กลั้นใจ.. สุดๆ
ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ปู้ด……..ด ปุ๋ง

????
ฮา.. หน่อยน่า ขำหน่อยซักนิด ชีวิตจะแจมใส

: e-marketing แบบ ปากคอขวด

July 11, 2007 by suwat

ในรอบหลายๆเดือนที่ผ่านมาผมสังเกตว่ามี webblog ผุดขึ้นมายังกะดอกเห็ดเลยมันกันใหญ่เลย เราก็มามองว่าใครกันที่ได้ประโยชน์บ้างหว่า อึม.. มันสัมพันธ์ กันระหว่าง ผู้ต้องการ และ ผู้สนอง ก็อุปสงค์และ อุปทาน นะเอง
ผู้ต้องการมีเวบที่ง่ายๆโดยมีพื้นฐานทางคอมน้อยมากถึงมากที่สุดอย่างผมนี่ก็คนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้บริโภค เราก็มามองว่าเราได้ประโยชน์มากจากการมี blog อย่างไรหว่า
ได้ของเล่นมันๆ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการทำเวบที่มีความรู้เรื่องภาษาคอมน้อยสุดๆได้ครอบคุมเลยก็ว่าได้ แค่หาข้อมูลแล้วเขียนเรียบเรียงใหม่ นำไปแปะ(อะไรมันจะง่ายปานนั้น)
ประเดนมันอยู่ตรงนี้ครับท่าน เมื่อมันสามารถตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการมีเว็บไว้ใช้งานแบบง่ายๆนี่แหละ คนก็หันมาทำ blog กันใหญ่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เป็นกระแส ขนาดใหญ่ก็สังเกตจากการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆของ blog นี่แหละ เพราะใครๆเวลาทำออกมาแล้วก็ต้องการให้คนมาเยี่ยมชมผลงานของตน ตรงนี่แหละเป็นช่องทางสร้างรายได้

แน่นอนว่าผู้ให้บริการ blog ค่ายต่างๆ ต้องทำตลาดต่อยอด product แน่ อย่าง Google เองที่ร่ำรวยจากการ เป็น Search engine อันดับหนึ่ง ก็ออก Google Adword มาเพื่อรองรับการโฆษณา และออก Google Adsense มารับอีกที่หนึ่ง ไม่พอยังผลิต blogger ที่สังกัด blogspot.com ออกมารองรับการทำ blog และGoogle Adword หรือ Google Adsense อีกต่อหนึ่ง ด้วย
ในการหาข้อมูลก็ต้องอาศัยการค้นหา จากที่ต่างๆ แน่นอน Google เอาไปกินอีก
ทำให้มองเห็นภาพชัดเจน ว่ามันเป็นธุระกิจผูกขาดในตัว และเป็น กลวิธีที่มัดแน่นมาก ดิ้นยังไงก็ไม่หลุดเหมือนปากคอขวดเมื่อเทน้ำยังไงมันต้องผ่านออกทางปากคอขวด ในระยะยาวหากยังได้ประโยชน์จากการเทน้ำผ่านปากคอขวดอยู่ ขวดนั้นๆก็ยังคงปลอดภัยไม่โดนทุบแตก แต่ถ้าผู้บริโภคมีความกระหายต้องการน้ำอย่างบ้าคลั่ง ขวดก็อาจจะโดนทุบไปเลย เออ …..คล้ายๆกับสถานะการบ้านเมืองเราเลยนะ

อึม…….เป็นกรณีศึกษาสำหรับการตลาดในสมัยนี้มากทีเดียว

: สามก็ก สามจบคบไม่ได้ จริงหรือ?

July 7, 2007 by suwat

: สามจบคบไม่ได้
http://suwat.files.wordpress.com/2007/07/3g.gif เป็นที่กล่าวกันแต่โบราณ(ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กล่าวเหมือนกัน) ว่าใครที่อ่าน “สามก็ก” ถึงสามจบ นี่ เป็นคนที่ คบไม่ได้ (ไม่ใช่อ่านแบบขอไปทีนะแต่เป็นแบบ วิเคราะห์เจาะแหลก) ด้วยเหตุที่ว่า
เรื่องจริงอิงนิยาย “สามก็ก”นี้ เป็นเรื่องราวที่ เกิดขึ้นจริงใน ช่วงปี คริสตศักราช 220-280 (ถ้าเป็น พ.ศ.ก็เทียบเอาเองนะ)ในยุคนั้นแผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสาม คือ ตระกูลเฉา (โจโฉ) ตระกูลหลิว (เล่าปี่) ตระกูลซุน (ซุนกวน) ภายหลังถูกรวบรวมเป็นหนึ่งโดย ตระกูล(สุมา) ในเวลาต่อมา

และเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเสียดสีจักรพรรดิ จูหยวนจาง เปรียบเทียบล้อเลียนและยัดเยียดเป็นโจโฉ มีการนำไปเล่นเป็นงิ้ว และแปลจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา สำหรับในบ้านเราก็มีหลายฉบับทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน ) ฉบับวนิพก(ยาขอบ) ฉบับนายทุน (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์) และ ที่ฮ้อตเข้ากับกระแสสังคมอยู่ขณะนี้ ฉบับคนขายชาติ (เรืองวิทยาคม)
โดยทั้งหลายนั้นเป็นแง่มุนการดำเนินชีวิตโดยเปรียบเทียบกับสถานะการบ้านเมืองและสภาพเศรษฐกิจในยุคนั้นๆเป็นหลัก แลเป็นที่น่าแปลกไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด “สามก็ก” ก็ยังนำมาใช้ได้กับเหตุการณ์และยังทันยุคทันสมัยด้วย ที่เป็นเช่นนั้นน่าจะมาจากเรื่องราวในสามก็กที่ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม อุบายซ่อนกลต่างๆของตัวละคร เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ โดยมีความแตกต่างกันตามลักษณะนิสัยของตัวละครนั้นๆเป็นพื้นฐาน และที่ว่า “อ่านสามก็ก สามจบคบไม่ได้นั้น” น่าจะมาจากการที่เราซึมซับเอาตัวละครนั้นๆมาเป็นแบบอย่าง แล้วนำไปเทียบเคียงเหตุการณ์เลยแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม หรือบางทีอาจช่วยทำให้วิเคราะห์ลักษณะนิสัยคน ตลอดจนนำเอาเล่ห์กลอุบายต่างๆที่มีในสามก็กมาปัดฝุ่นใหม่ บางคนก็ชอบเล่าปี่บ้าง ขงเบ้งบ้าง กวนอูบ้าง โจโฉบ้าง หรือตัวละครอื่นๆตามความชอบใจ เป็นที่กล่าวกันว่าในหลายๆเหตุการณ์นั้น เริ่มตั้งแต่การสาบานในสวนท้อ ได้มีการใช้ เล่ห์กล อุบายต่างๆในการแก้ปัญหามากมาย ทั้งภักดี อดทน อ่อนน้อม แข็งกร้าว เด็จเดี่ยว สะสม โจมตี ป้องกัน ล่าถอย และเหตุแห่งความพ่ายแพ้หรือความล่มสลาย จึงเป็นแบบอย่างในชีวิต “คน” โดยแท้ ในการคาดการณ์ว่าจะมีอะไรตามมาหลังจากเหตุการณ์หนึ่งผ่านไปนั้นจำต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์

ดั่งคำกล่าวว่า
“อย่าคิดการใหญ่ หากยังไม่ได้อ่านสามก็ก”การที่กล่าว ว่า “อ่านสามก็ก สามจบคบไม่ได้” ผมว่ามันน่าจะอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้นำกลวิธีในสามก็กมาใช้มากกว่า สะเหมือนดั่งว่า “กระบี่ไม่มีตา มีดพร้าไม่รู้จักเจ้าของ”น้ำนองท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง ผมเองก็ยังไม่เคยอ่านแม้ซักบรรทัดเดียวเลยจะคิดการใหญ่กับเขาบ้างได้หรือเปล่าเนี่ย 555….

สะกิดซักกะนิดจะติดใจ

July 5, 2007 by suwat

สะกิด..:นั่งๆนอนๆ ดูทีวีเพลินๆ กับตลกในรายการหนึ่ง มีการพูดจายั่วยวน กวนบาทา หรือการทายปัญหา ที่ผู้ตอบต้องมีไหวพริบปฏิภาณพอตัวในการตอบ หรือแม้แต่การหักมุกกัน และยังมีการเฉลยนำทางมาให้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ทำให้ผู้ชมลุ้นและติดตามชมอย่างมีอารมณ์ร่วม บ่อยครั้งมีการพูดจาเสียดสี บริภาษผ่ายตรงข้ามกันอย่างดุเดือด
ประเดนมันอยู่ที่การพูดจาเสียดสีโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามใจชอบ โดยไม่ทำให้เสียมิตรภาพ นี่ซิสำคัญ
การพัฒนาความสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้ามในด้านการงาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่กันและกันให้มากขึ้นนั้น วิธีการข้างต้นก็มีการนำมาดัดแปลงใช้ให้เกิดผลในการติดต่อค้าขายได้
โดยทั่วๆไปการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายนั้นไม่ว่าใครล้วนมักสงวนท่าที มีการหยังเชิง สังเกตแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในตอนต้นๆนั้นมักไม่เปิดอกกันอย่างชัดเจนอย่างแน่นอน หรือที่เรียกกันในวงพนัน ว่า “กั๊ก” ไว้ก่อน ต้องทดสอบกันเป็นเวลานานจนพอแน่ใจก่อนแล้วจึงวางใจกันลงได้บ้าง ในสถานะการเริ่มแรกนั้น ผู้คนส่วนมากจะสวมหน้ากากเข้าหากัน ต่างคนต่างเกรงใจ มีพิธีรีตรองมาก และมันมักจะทำให้การงานไม่คืบหน้าอย่างเท่าที่ควร
หากตกอยู่ในสถานะการอย่างนี้ วิธีที่กล่าวมาข้างต้นคือ กล่าวถึงข้อพกพร่องของผ่ายตรงข้ามที่ได้จากการสังเกตให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกตัว โดยอาจใช้คำพูดที่สุภาพแต่ให้ผลชะงักทีเดียว
เช่นว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมรู้สึกว่าคุณระมัดระวังตัวมากเกินไป”
คนทั่วไปมักได้ยินคำพูดไร้สาระประจบยกย่องเอาใจเสมอ พอได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาเข้าให้มักเกิดความรู้สึกที่แปลกใหม่ มักนับถือและประทับใจในความตรงไปตรงมาของคุณ จนอาจคิดว่า “เอ้ามาไม้ไหนอีกละเนี่ย” หรือ “อึ้ม…ไอ้หมอนี่มันตรงไปตรงมาดีนะ”
แน่นอน ถ้าฝ่ายตรงข้ามรับฟังคำพูดของคุณไม่ได้ ก็แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นใจแคบมาก ธุระกิจนี้แม้ไม่ได้ทำก็ไม่ต้องเสียใจเลย
เป็นเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมได้อย่างลงตัว แต่นะครับแต่
การจะ สะกิด นั้นต้องเรียนรู้และใช้อย่างถูกกาลสถานที่นะครับเดี๋ยวจะกลายเป็น สะกิดซักนิด จะติด ต….ไป

แย่แล้ว…..ทำงัยดี

June 24, 2007 by suwat

เมื่อวานนี้ตรวจสอบ ความเป็นไปของ blog พอ SEARCH ด้วย YAHOO ก็
เจอ 2 page ที่ bot มันจับไว้
ที่นี้ พอตาม link ข้าไป ปรากฎว่า มัน มี Google Adsense มาแปะ
เราเลยงง ว่ามันมาได้อย่างไร ซึ่ง Google Adsense มาแปะ ไม่รู้มาจากไหน
พอ ออกไป แล้วเข้ามาใหม่ มันก็หายไปแล้ว
ตรวจสอบ มา 2 วันเป็นอย่างนี้
และ วันนี้ก็เจออีกเหมือนเดิม