Archive for the ‘Money U2U’ Category

:eBay

October 5, 2007

ebay.jpg

ยุคนี้ใครๆก็รู้จัก eBay ว่าเป็นแหล่งขายของและทำเงินสำหรับ ยุค IT นี้หลายๆคนคงมองว่ามันสวยหรูและงดงามและมีหนังสือ ทำนองนี้ออกมาขายเกลื่อนตลาด ผมไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีหรือไม่ดีอย่างไร
มุมมองในส่วนของผู้ผลิต ก็ต้องการขายของนะเอง
มุมผู้บริโภค ตำรา มันก็คือ “ตำ-ลา” ที่ใช้ว่า “ตำ-ลา” เพราะมันต้องเอามารวมกันและตำให้มันแหลกแยกย่อยออกมาในรายละเอียด แล้วในที่สุดก็จะพบว่าจะค่อยๆเลิกลาไปเอง โดยในความเป็นจริงแล้วคุณโดน หั่น ค่าธรรมเนียมย่อยๆแหลกเลย ตั้งแต่
• Fee eBay ค่าฝากขาย 0.35 $ +ค่าแปะรูป 0.35 $ +ค่าธรรมเนียมขายได้ 5.25 %
(โดนแน่นอน นี่แค่ตัวอย่างขั้นต่ำ)
• Fee Paypal ค่าโอนเงินจากลูกค้ามา 3.9 % จากยอดโอน +ค่าธรรมเนียม 0.30 $
• Thai bank ประมาณ 0.25 % จากยอดโอน

และต้นทุนความเสี่ยงต่อไปนี้อีก
• ขายไม่ได้เลยเสีย แน่นอน Fee eBay 0.7 $
• ต้องถอนเงินจาก Paypal เข้า Thai bank ให้คุ้มกับค่าธรรมเนียม 0.25%
• บัญชี Paypal โดน แฮก เอาไป หรือโดน ปิดทั้งที่บัญชีมีเงินที่ยังไม่ได้ถอน
• ค่าขนส่ง+อุปกรณ์การส่ง
• ค่าเวลา ค่าเดินทาง ค่าชั่วโมงเน็ท
เห็นแล้วใช่เปล่าว่า มันเริ่มจะ “ลา” แล้ว เหมือนที่ได้ยินกันบ่อยๆ “แน่นอนการลงทุนมีความเสี่ยง” อะไรทำนองนี้
หลายคนอาจบอกว่าเขามีอบรม eBay คอร์ดต่างๆมากมายตอนนี้(ผมไม่อยากไปขัดขวางทางรวยใคร) เราก็มองว่า ถ้าเข้าชำนาญจริง คงขายได้ หลายแล้วละครับ ที่เขาหันมาเอาดีด้านอบรมนี่เพราะ …..คิดว่าคงมองกันออก (มันเป็นช่องทางหารายได้ที่ดีและแน่นอนและคุ้มของเขานี่ครับ)
ที่สำคัญ เรานี่เหละครับ ควรหาข้อมูลประเมิณความเสี่ยงของตัวเองก่อนที่จะลงไปเสี่ยงจริง เพราะ ชีวิตคือการลงทุนในความเสี่ยงครับ

****ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงกรุณาศึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจ****

ก็มัวแต่คิด ก็มัวแต่ฝัน

June 22, 2007

“ก็มัวแต่คิด ก็มัวแต่ฝัน ก็คงต้องพักก่อน มันคงไม่แน่นอน….”
ท่านผู้รู้เขาแนะนำไว้บางประการในการพิจารณาเริ่มต้นลงทุนทำธุรกิจหรืออะไรบางอย่างในเชิงการค้า
1. หาจุดเด่น หรือความมีเอกลักษณ์ของตนเอง
2. รู้จักแข่งขันด้วยการวิเคราะห์อนาคตว่าอะไรเป็นคู่แข่ง
3. ต้องวางแผนธุรกิจ
ทั้ง 3 ประการนี้นำมายำรวมกันแล้วมันก็จะออกมาเป็นแบบฉบับที่เหมือนในความต่างเป็นศาสตร์และศิลป์ ที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการทางการตลาดที่ประสบผลสำเร็จ นั่นคือขายดีมีกำไรนะเอง
อันดับแรก : การมองหาจุดเด่น หรือความมีเอกลักษณ์ของตนเอง คนทั่วๆไปมักเข้าใจว่าจุดเด่น หรือ เอกลักษณ์ของตนเอง คือ ความแตกต่างที่ไม่มีใครเหมือน หรือ มีเฉพาะตนเท่านั้น ซึ่งมันเป็นความเข้าใจที่คลาเดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่ทีเดียว จริงๆแล้ว การมีเอกลักษณ์มิได้หมายถึงความแตกต่างหรือไม่มีใครเหมือน อย่างที่เข้าใจกัน เอาอย่างนี้ดีกว่ากรณี ขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละง่ายๆแต่ได้ใจความ ในความเหมือนก็มันคือก๋วยเตี๋ยว ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงคนแก่ใครๆก็รู้จัก จุดเด่นหรือเอกลักษณ์ ก็ขายโดย ดารานางแบบ หรือ มีสูตรรสเด็จ อย่าง ลูกชิ้นเต็กกอ หรือ บริการสั่งอาหารผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จุดเด่นหรือเอกลักษณ์ ในที่นี้ก็คือ ความสามารถเฉพาะตัวที่นำมาประยุกต์ใช้นั่นเอง
อันดับสอง : รู้จักแข่งขันด้วยการวิเคราะห์อนาคตว่าอะไรเป็นคู่แข่ง ในข้อนี้เป็นการมองว่าต่อไปจะมีคู่แข็งในด้านนี้อย่างไร เป็นการป้องกันการเลียนแบบสินค้าไปในตัวด้วย หรือง่ายๆคือเป็นการนำข้อแรกมาใช้นั่นเอง
อับดับสาม : ต้องวางแผนธุรกิจ ในข้อสุดท้ายนี้ เป็นการนำทั้งสองข้อมายำรวมกัน แยกย่อยออกเป็นสามระยะ ปัจจุบันเราอยู่ที่ใดในวงจร อนาคตต้องการจะไปที่ใด ทำอย่างไรจึงจะถึง ซึ่งทั้งสามส่วนอาจนำเอาหลัก SWOT มาใช้ ร่วมด้วย
S จุดแข็ง มีทักษะความชำนาญหรือประสบการณ์อย่างไร
W จุดอ่อน เงินทุน ทำเลที่ตั้ง ราคาที่เหมาะสม
O โอกาส มีแหล่งวัตถุดิบ หรือช่องทางจำหน่ายอย่างไร
T อุปสรรค์ ลูกค้ามีความจงรักภักดียี่ฮ่อหรือเปลี่ยนแปลงง่าย
ทั้งหลายนี้ เป็นเรื่องที่ต้องวางแนวทางสำหรับขยายงานอนาคตไว้ และเพื่อป้องกันการเจ็บตัวเมื่อลงลุยในสนามรบแล้ว ดังที่เขาว่ากันว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แต่ที่สำคัญสุดๆขาดมิได้เลยคือ ลงมือลุยนะซิจ็ะ
ฮึม…หรือขี้เกียจไม่รบดีหว่า..!

Blue Ocean Program

May 29, 2007

กายวิภาคการขาย : Blue Ocean Program
กระแสโจรสลัด กัปตันแจคกำลังฮิต เรามาทำความรู้จักกับท้องทะเลในแนวความคิด “Blue Ocean Program “ เขียนโดย W.CHAN KIM และ Renee Mauborgne จาก สถาบัน INSEAD กันเล็กน้อยนะครับ จริงๆแล้วมันเป็นแนวความคิด ที่ไม่เน้นกลยุทธ์การแข่งขันกับคู้แข่งแบบขายขาดตัว แต่จะเน้นหนักในแนวคิดที่จะทำให้คู่แข่งล้าสมัย การตลาดแบบเก่าที่มีโปรดักที่คล้ายๆกันจะมีแนวโน้มการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วเข้าสู้กระบวนการตัดราคากัน ในมุมแนวความคิด “Blue ocean หรือ ท้องทะเลสีฟ้าสดใสนี้” จะเน้นการสร้างอุปสงค์ใหม่ๆ และมุ่งเป้าหมายไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเป็นหลัก เหมือนกับการเดินทางค้นพบน่านน้ำท้องทะเลหรือโลกใหม่ๆ เช่นวงการโทรทัศน์ ก็รายการกลุ่มเวิร์คพอยท์ จุดเด่นอยู่ที่แนวคิดสร้างสรรค์ และภาพรายการทีวีในมุมมองใหม่ๆ (ที่ยกตัวอย่างนี้เพราะมันใกล้ตัวเห็นทุกเย็นเลย)

แน่นอนครับคนเราเวลาทำอะไรซ้ำๆ และจำเจบ่อยๆจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย ในโลกธุระกิจก็เช่นกันโดยเฉพาะทางด้าน It ที่กำลังเติบโตอย่างมากและแนวโน้มมากโคตรในอนาคตอันใกล้ นี้ด้วยก็เช่นกัน เออจะว่าไปแล้วในบ้านเราผู้จำหน่ายรายใหญ่ในบ้านเราก็ เอเซอร์ มีส่วนแบ่งการตลาด 32 % เอชพี 24% เลอโนโว 8% โตชิบา 5%(ข้อมูลจากผู้จัดการรายสัปดาห์) แล้วส่วนที่เหลือมันหายไปไหนละ นี่แหละช่องทางสำหรับ “Blue ocean” ในการทำตลาด เช่นการร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ต่างๆแล้วนำมาประกอบออกตัวสินค้าใหม่เน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ชอบ chat และเกมส์ internet จะตอบสนองและขยายตลาดได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังมีแนวโน้มโตในอนาคตด้วย แน่นอนมันต้องค่อยๆซึมเข้าไปเพราะเราแล่นเรือเข้าสู่น่านน้ำทะเลใหม่จำเป็นต้องระมัดระวัง ไม่งั้นจม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่ ยุค WEB 3.0 แล้วด้วยละก็คอยสังเกตดูดีๆนะครับงานนี้มันแน่

Money -U2U

May 11, 2007

: การเศรษฐกิจใกล้ตัว(2)
ผ่านไปเมื่อวาน “วันพืชมงคล” เริ่มฤดูการใหม่ ฤดูการแห่งการเริ่มต้นชีวิต แต่ขึ้นชื่อว่าปัญหายังงัย มันก็ยังเป็นปัญหาวันยังค่ำ โดยเฉพาะปัญหาใกล้ๆตัวแต่เหมือนว่ามันไกลมากเหลือเกิน ต้องให้คนโน้นคนนี้มาแก้ มั่วไปหมด ยิ่งปัญหาการเงินและเศรษฐกิจยิ่งแล้วใหญ่
ขณะนี้สถาบันการเงินทั้งในและนอกระบบก็ระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้นเนื่องจากปํญหาข้างต้นเม็ดเงินมันไม่หมุนเวียน(ขาดสภาพคล่อง) แล้วงัยต่อละ (more…)

:เศรษฐกิจใกล้ตัว

April 26, 2007

: เศรษฐกิจใกล้ตัว

    ใน 3เดือนที่ผ่านบริษัทที่ผมทำงานอยู่การตลาดมีปัญหาและมีแนวโน้มว่าจะขาดทุน แล้วมันเกี่ยวกับการตลาดอย่างงัย ? เอ้า มาว่ากันถึงการทำตลาดกันดีกว่า การทำตลาดคือ อะไร ในมุมมองของชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำอย่างผม คือวิธีในการทำให้มีการซื้อสินค้า นั่นเอง โดยหัวใจหลักอยู่ที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวสินค้า “ทำอย่างไรก๊ได้ให้ลูกค้าซื้อและยังคงขายได้กำไรนั่นเอง” แล้วเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร
    ปัจจุบันการตลาดยุคนี้แรงมากเพราะเศรษฐกิจมีการแข็งขันสูงทั้งยังค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มจาก พวกกลุ่มทุนที่เรียกกันว่า Market Price อาศัยการทุ่มและกดดันกลไกลการตลาด ให้ค่าเงินอยู่ที่เป้าหมายโดยอาศัยส่วนต่างการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นช่องทางหลักในการทำกำไร โดยคาดว่าเป้าหมายขณะนี้ อยู่ที่ 32 บาท/ ดอลล์ลา
    ดังนั้นบริษัทต่างๆต้องงัดการเข้าถึงลูกค้าให้มากเข้าไว้เพื่อความเป็นผู้ครองตลาดและรักษาระดับไว้โดยส่วนใหญ่มีการปรับตามกระแสความนิยม(สำรวจตลาดผลตอบรับจากลูกค้า)และรักษาเป้าหมายการทำกำไรต่อ 1 แผนการตลาด (หมายความว่า ณ เวลานั้นเขายังขายได้กำไรตามเป้าอยู่หรืเปล่านั้นเอง) แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับเราอย่างไร ( งง มั้ยนี่ ??) ก็เราคือ ผู้บริโภค หรือผู้จ่ายเงินไปให้มันใช้ยังงัยละครับ ทานผู้ชม
    สังเกต ดีๆนะครับ ระยะนี้เราเริ่มมีการฉะงักตัวคือระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นหรือเปล่าหรือยังมีนิสัยการใช้จ่ายแบบ มหาเศรษฐีอยู่
      ลองทำบัญชี รายรับ-รายจ่ายของตัวเอง ซัก 1 เดือน นะครับ

    แล้วมักจะบอกอะไรบางอย่างแกคุณ ??? บางอย่างที่ว่านี้มันตะโกนบอกเสียงดังๆมากแต่คุณไม่ได้ยินเอง ลองทำซิ…
    คุณได้ยินมันบอกว่าอะไร ????