Archive for the ‘essentail life to you’ Category

:อำ กันเล่นๆ จนเป็น “อัมพาต”

August 20, 2007

อำ คือ อีกนิยามของการหลอก มักใช้คู่กับ การหลอกของผีที่เรียกกันว่าผีอำ อาการโดยทั่วๆไปของผีอำ มักเป็นผลพวงมาจากความทรงจำที่มีการบันทึกไว้ในสมอง โดยเรื่องต่างๆนั้นมัก เกี่ยวกับความกลัว ทำให้สมองมี
มโนภาพขึ้นกับใจ โดยระหว่างนั้นร่างกายจะมีอาการเครียด กล้ามเนื้อเกรง บางทีมีอาการอุปทานไปต่างๆนา แต่พอตื่นขึ้นมาจะพบกับบความวางเปล่า แต่อำนี้ น่ากลัว และร้ายกาจมากทีเดียว
“อัมพาต” เรามักจะหมายถึง อาการอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย
ส่วนคำว่า “อัมพฤกษ์ “ เราหมายถึงอาการอ่อนแรงที่ผู้ป่วยยังพอขยับร่างกายส่วนนั้นได้บ้าง
โดยทั่วไป เรามักจะนึกว่า อัมพาต อัมพฤกษ์ จะต้องมีอาการอ่อนแรงเสมอ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การที่มีอาการชา หรือมีความรู้สึกลดน้อยลงครึ่งซีก ทั้งในแง่การรับรู้สัมผัส ความเจ็บปวด ความรู้สึกร้อนหรือเย็น ที่ลดลงก็เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ทั้งสิ้น อาการจะต้องเกิดในทันทีทันใด เช่น ตื่นนอนเช้า ขณะกำลังทำงาน หรือ กำลังทำกิจวัตรต่างๆ แล้วมีอาการชา หรืออ่อนแรง ในบางคนอาจจะมีอาการเตือนมาก่อน เช่น มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ตาข้างหนึ่งข้างใดมองไม่เห็นชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่เป็นนาที หรือเป็น ชม. แล้วอาการดีขึ้นเป็นปกติ
การเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ได้ ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันอาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเองหรือจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและ จากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด หรือ มีเนื้อสมองตาย
โรคหลอดเลือดสมองแตกเกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมองทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ จึงเกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

อาการของโรค เกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรค หากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใดเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครั้งอาจมีอาการแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น
เช่น
• อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก
• ชาครึ่งซีก
• เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ
• ตามัว หรือ มองเห็นภาพซ้อน
• พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง
• ปวดศีรษะ อาเจียน
• ซึม ไม่รู้สึกตัว

สัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง

-อ่อนแรงครึ่งซีก
-เวียนศีรษะหรือหมดสติ
-ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน
-พูดไม่ชัดหรือลิ้นแข็ง
-ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน

ท่านควรไปพบแพทย์โดยด่วน !
ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการเตือนแล้วรีบมาพบแพทย์ก็จะมีประโยชน์ในแง่ขการป้องกัน อย่ามัวรอช้า เพราะรักษาเร็วจะได้ผลดี

อำอย่างนี้ทรมานมากๆขอบอก

ข้อมูลเพิ่มเติม 1
ข้อมูลเพิ่มเติม 2

: พลังวิญญาณ

August 4, 2007

พักไม่ up blog นานพอสมควร จนเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาหลบงานและผู้คน

ไปอยูในโลกแห่งจิตและวิญาณ (ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจหรอก)
แค่พักผ่อนทำใจสบายให้ปลอดโปร่ง ชื่นชมซึมซับ กับวิญาณ ธรรมชาติ
ที่โอบล้อมด้วย ต้นไม้ ภูเขา สายลมและ ท้องน้ำอันกว้างไกลสุดสายตา
มองย้อนกลับมาหาตัวเอง เรานี่มันช่างเล็ก กระจิดเดียวจริงๆ นะนี่

และแล้วสิ่งที่ใครหลายๆคนอาจจะไม่เคยทราบหรือพบเจอเลยชั่วชีวิตก็เกิดขึ้น
*-*
ระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่นั่นเอง….
ท่ามกลางท้องฟ้าที่สว่างด้วยแสงดาว
สายลมโชยอ่อนๆ บวกกับความวังเวงของสถานที่
มันบรรยายไม่ได้ความรู้สึกเท่าใด
(ลองนึกภาพเอานะ ว่านั่งคนเดียวเดี๋ยวๆ ในป่านี่มันควรเป็นอย่างไร)
ตอนแรกใจมันสงบสบาย
ไม่สนใจอะไรเลยวางเฉยมีความสุขกับเสียงที่ได้ยินรอบๆตัว
ไม่ว่าจะเป็น เรไร นก แมลงบางชนิด
บวกกับสายลมพอเย็นสบาย
45 นาทีต่อมา อาการปวดขาก็ตามมา
ใจมันเริ่มไม่สงบ สมาธิเริ่มเซ ปั่นป่วนไปหมด
เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาทั่วใบหน้า
และแล้วก็มีเสียงหนึ่ง ซึ่งมันก็ทำลายความเงียบลง
มันคราง “ อือ ๆๆ..ๆ” ใกล้ๆ ตัวเรา
ด้วยความที่อารมณ์เรามันแตกกระเจิงแล้วในขณะนั้น
บวกกับเสียงที่ได้ยิน ผมคิดว่าหูไม่แว่วแน่นอน
มันน่ากลัว และหลอนเอามากๆ(เพราะที่นั้น เขาว่าเฮี้ยน น่าดู)
ผมก็กลั้นใจ.. สุดๆ
ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ปู้ด……..ด ปุ๋ง

????
ฮา.. หน่อยน่า ขำหน่อยซักนิด ชีวิตจะแจมใส

: สามก็ก สามจบคบไม่ได้ จริงหรือ?

July 7, 2007

: สามจบคบไม่ได้
http://suwat.files.wordpress.com/2007/07/3g.gif เป็นที่กล่าวกันแต่โบราณ(ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กล่าวเหมือนกัน) ว่าใครที่อ่าน “สามก็ก” ถึงสามจบ นี่ เป็นคนที่ คบไม่ได้ (ไม่ใช่อ่านแบบขอไปทีนะแต่เป็นแบบ วิเคราะห์เจาะแหลก) ด้วยเหตุที่ว่า
เรื่องจริงอิงนิยาย “สามก็ก”นี้ เป็นเรื่องราวที่ เกิดขึ้นจริงใน ช่วงปี คริสตศักราช 220-280 (ถ้าเป็น พ.ศ.ก็เทียบเอาเองนะ)ในยุคนั้นแผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสาม คือ ตระกูลเฉา (โจโฉ) ตระกูลหลิว (เล่าปี่) ตระกูลซุน (ซุนกวน) ภายหลังถูกรวบรวมเป็นหนึ่งโดย ตระกูล(สุมา) ในเวลาต่อมา

และเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเสียดสีจักรพรรดิ จูหยวนจาง เปรียบเทียบล้อเลียนและยัดเยียดเป็นโจโฉ มีการนำไปเล่นเป็นงิ้ว และแปลจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา สำหรับในบ้านเราก็มีหลายฉบับทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน ) ฉบับวนิพก(ยาขอบ) ฉบับนายทุน (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์) และ ที่ฮ้อตเข้ากับกระแสสังคมอยู่ขณะนี้ ฉบับคนขายชาติ (เรืองวิทยาคม)
โดยทั้งหลายนั้นเป็นแง่มุนการดำเนินชีวิตโดยเปรียบเทียบกับสถานะการบ้านเมืองและสภาพเศรษฐกิจในยุคนั้นๆเป็นหลัก แลเป็นที่น่าแปลกไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด “สามก็ก” ก็ยังนำมาใช้ได้กับเหตุการณ์และยังทันยุคทันสมัยด้วย ที่เป็นเช่นนั้นน่าจะมาจากเรื่องราวในสามก็กที่ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม อุบายซ่อนกลต่างๆของตัวละคร เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ โดยมีความแตกต่างกันตามลักษณะนิสัยของตัวละครนั้นๆเป็นพื้นฐาน และที่ว่า “อ่านสามก็ก สามจบคบไม่ได้นั้น” น่าจะมาจากการที่เราซึมซับเอาตัวละครนั้นๆมาเป็นแบบอย่าง แล้วนำไปเทียบเคียงเหตุการณ์เลยแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม หรือบางทีอาจช่วยทำให้วิเคราะห์ลักษณะนิสัยคน ตลอดจนนำเอาเล่ห์กลอุบายต่างๆที่มีในสามก็กมาปัดฝุ่นใหม่ บางคนก็ชอบเล่าปี่บ้าง ขงเบ้งบ้าง กวนอูบ้าง โจโฉบ้าง หรือตัวละครอื่นๆตามความชอบใจ เป็นที่กล่าวกันว่าในหลายๆเหตุการณ์นั้น เริ่มตั้งแต่การสาบานในสวนท้อ ได้มีการใช้ เล่ห์กล อุบายต่างๆในการแก้ปัญหามากมาย ทั้งภักดี อดทน อ่อนน้อม แข็งกร้าว เด็จเดี่ยว สะสม โจมตี ป้องกัน ล่าถอย และเหตุแห่งความพ่ายแพ้หรือความล่มสลาย จึงเป็นแบบอย่างในชีวิต “คน” โดยแท้ ในการคาดการณ์ว่าจะมีอะไรตามมาหลังจากเหตุการณ์หนึ่งผ่านไปนั้นจำต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์

ดั่งคำกล่าวว่า
“อย่าคิดการใหญ่ หากยังไม่ได้อ่านสามก็ก”การที่กล่าว ว่า “อ่านสามก็ก สามจบคบไม่ได้” ผมว่ามันน่าจะอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้นำกลวิธีในสามก็กมาใช้มากกว่า สะเหมือนดั่งว่า “กระบี่ไม่มีตา มีดพร้าไม่รู้จักเจ้าของ”น้ำนองท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง ผมเองก็ยังไม่เคยอ่านแม้ซักบรรทัดเดียวเลยจะคิดการใหญ่กับเขาบ้างได้หรือเปล่าเนี่ย 555….

จตุคำ 4 คำ เท่ๆ

June 19, 2007

จตุคำจตุคำ …4 คำแจ่มๆกระแสคนบ้าเห่อจตุคาม พระพยอมเลยเสนอ คุกกี้ จตุคำ มี 4 คำที่น่าสนใจมาก
มีคาถา “หัวใจเศรษฐี” กำกับด้วยเท่ไม่เบาเลย
1. อุ อุฏฐานสัมปทา รู้จักขยันหมั่นเพียร
2. อา อารักขสัมปทา รู้จักรักษาคุ้มครองทรัพย์สิน
3. กะ กัลยาณมิตตตา การคบเพื่อนที่เป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว
4. สะ สมชีวิตา เลี้ยงชีพตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้
4 คำเน้น ๆ ชัดๆ แน่นอนกว่า พวก มีก.. ไม่จนแล้วที่ควักเงินจากกระเป๋าแลกนี่คงรวยละ
รวยตลอด…. แต่ไม่รอยฝั่งมันเลยกลายเป็นจนงัย ไอ้ต้นทุนทำเหรอ ก็แค่ผงเศษดินหินทรายที่สมมุติว่ามันมีความวิเศษ
เลิศเลอ ให้คนนั้นคนนี้ปลุกเสก เอ้อ….ไม่รู้จักปลุกเสกจิตใจตัวเองให้วิเศษเลย ตัวอย่างก็มีให้เห็น หลากหลาย ที่เห็นๆ
“ความโลภ” มันทำลายทุกอย่างตัวเองต้องพลัดบ้านต่างเมือง ครอบครัววุ่นวาย และหลายๆอย่างกำลังจะตามมาอีก
ไม่ได้ซ้ำเติมใครนะ ก็เหตุมันมีแล้วผลมันจะไปไหนละ
4 คำนี่คงพอช่วยเตือนใจลดความบ้าลงไปบ้างเล็กน้อย ที่ว่าเล็กเพราะมันไม่หมดหลอก ก็ใครๆมันก็อยากรวยนิ
อย่างน้อยก็ให้ฉุกคิดพิจารณา จะรวยอย่างไรให้พอเพียง และเพียงพอ ……

โลกจิตนาการ

June 14, 2007

: โลกจิตนาการ…เสมือนจริง
เมื่อวันก่อนไปร้าน internet ก็นั่งอยู่ประมาณ ชั่วโมง แล้วก็มีเหตุการน่าสนใจเกิดขึ้น เมื่อเด็กๆที่นั่งข้างๆ มันเล่น เกม online (จริงๆมันก็แค่ เกมธรรมดาๆ นั่นเหละ) แต่มันน่าสนใจตรงที่ว่าการออกแบบบุคลิกลักษณะตัวละครเองได้นี่แหละที่ทำให้น่าสนใจมาก ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีใน Pongya นั่นแหละ นั่งนึกๆดูอึมน่าสนใจแฮะ
ในต่างประเทศตัวอย่างเห็นจะเป็น club penguin ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆเข้ามาดูแลสวนสัตว์และเล่นเกม online ได้จนมูลค่าของ web ที่มีการประมาณการ เพิ่มขึ้นเป็น พันๆเท่าในเวลาไม่นาน หรือ MTV ที่มีผู้ชมสามารถเข้าไปขับรถหรือชมการสัมภาษณ์คนดังในโลกเสมือนจริงได้ ทำให้ยอดการเข้าชม MTV เพิ่มถึง3เท่าตัว(ประชาชาติธุรกิจ)เป็นช่องทางทำตลาดที่น่าสนใจทีเดียวนะนี่
แต่ปัญหามันอยู่ที่การจัดการกับระบบที่มารองรับกับฐานข้อมูลที่ผู้คน(สมาชิก)เข้ามาออกแบบบุคลิกต่างๆนี่แหละ เอ้อ อันนี้ก็เป็นช่องทางทำตลาดอีกแหละ (ในบ้านเรามันก็น่าจะกำลังมีการทำตลาดตัวนี้กันบ้างแล้วมั้ง )
ก็เป็นอะไรที่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสังคมได้มากเหมือนกันนะ ในสังคมโลก เสมือนจริงนี้ ประเดนตรงที่การสร้างตัวตนตามที่ต้องการได้ ซึ่งในโลกความเป็นจริงไม่อาจเป็นได้นี้ แหละ มันอาจหลอหลอมพฤติกรรม หรือ บุคลิกภาพที่สร้างปัญหาในอนาคตได้ มันก็เป็นกรณีที่น่าศึกษาทีเดียว เพราะทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารมันมากๆๆๆ…จริงๆ จนจำเป็นต้องมาแยก เรื่องจริงและจิตนาการในโลกเสมือนจริง ออกจากกัน ไม่งั้นงงตายเลยครับ
ไอ้การมีจินตนาการ มันก็ดีตรงมีความทะเยอทะยาน ผลักดันสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ ทีดีๆออกมา แต่ในทางกลับกัน จินตนาการ ก็ทำให้ความทะเยอทะยาน ผลักดันสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆที่ เลวๆออกมาได้เช่นเดียวกัน จึงควรยึดคำ ท่านว่าทางสายกลางดีที่สุด “พอดีและพอเพียง….สาธุ”