Archive for the ‘กายวิภาคการขาย’ Category

: การตลาดออนไลน์

September 19, 2007

พอดีในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเวลา Update Blog ก็ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารจากเว็บต่างๆอยู่ บ้าง แต่มันไม่มี Idea มาเขียนเลย ตอนหลังสังเกตว่า ข่าวสารต่าง เริ่มมีการขยับตัวส่งสัญญาณบางอย่างเช่น มี RSS Feed เพิ่มเข้ามา และมีการพยายามจะสร้างสังคม ออนไลน์ มาตอบสนองด้านข้าวสารเช่น @gmail Hotmail Yahoo ก็ปรับเปลี่ยน รูปแบบเพื่อมาตอบสนองทุกๆอย่าง ทั้ง Chat , Mail , New มันมีพร้อมเสร็จโหลดหนัง ฟังเพลง MP3 เข้ามาเพิ่มโดยที่ไม่ต้องออกจาก web เนื่องจากปัจจุบันโปรแกรม Bittorrent ต่างๆกำลังเฟื่องฟู เช่น ที่ญี่ปุ่น หนังยาว 1 hr. สามารถโหลดได้ใน 16 วินาทีเอง คงจะเริ่มทยอยเป็นไปตามคำทำนายของ Vinton Gray Cerf ปรมาจารย์ ด้าน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่เคยทำนายในปี ประมาณ 2000 ว่า MP3 จะมีบทบาทอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเพลงของโลก
และแล้ว ตอนนี้เป็นไงครับ…..Copy กันกระจายเลย
และไม่นานมานี้เขาก็ทำนายว่า ประมาณหลังปี2020 ไปแล้ว วงการT.V จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีการดาวน์โหลไฟล์ต่างๆจาก Internet มากขึ้น และ BBC ก็มีการนำร่องทดลองใช้ iPlayer นำเสนอรายการข่าวผ่านเว็บไซด์แล้ว แน่นอนว่าอีกไม่ช้าวงการ T.V ทั่วโลกคงเริ่มขยับตาม และที่ตามมาก็วงการโฆษณาก็ต้องขยับตามมาอีก …(สังคมออนไลน์ต่างๆเพิ่มมากขึ้น) การจะเป็นคนดังชั่วข้ามคืนนี่ Youtube ก็มีคำตอบให้เช่นสองหนุ่มจากแดนมังกร ที่ร้องเพลงลิบซิงค์ของแบคสตรีทบอย อย่างบ้าๆบอๆเห็นว่าตอนนี้ โมโตโรล่า และเ ป็บซี่ กำลังตามจีบอยู่ (Bizweek กรุงเทพธุรกิจ) หรือใน Pantip.com ก็มีห้องต่างที่มีสังคมออนไลน์กระทู้สินค้าต่างๆ อันนี้เป็นประโยชน์ต่อนักการตลาดอย่างมากเพราะมันจะเป็นเทรนด์ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภคสำหรับวางแผนการตลาดและปั่นกระแสต่อไป
ก็ต้องยอมรับว่ามันมีผลด้านจิตวิทยามากพอสมควรนับวันโฆษณาออนไลน์ก็มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แถบยังมีมูลค่าการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆด้วย นักวิจัย อเมริกา ประมาณกันว่า ปี 2554 มูลค่าการตลาดออนไลน์ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 36.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่มากครับแค่ 1.24ล้านล้าน บาทไทยเอง )

emarketing.gif
การตลาดอิเล็กทรอนิกส์( E-Marketing )โดยทั่วไป
คือ การทำกิจกรรมทางการตลาดผ่านท่งระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งนักการตลาดใข้ในการติดต่อกับผู้บริโภคตลอด 24 hr.โดยอาศัยเครื่องมือ
• WWW. เพื่อระบุตำแหน่งในการติดต่อเข้าชม เช่น http://ise-marketing.blogspot.com
• e-mail เพื่อการติดต่อกันระหว่างนักการตลาดและผู้บริโภคหรือผู้เข้าชม
• Mailing list เพื่อกำหนดกลุ่มในกิจกรรมตลอดจนแนวทางในการติดตามปรับปรุงเว็บไซต์
• Web board เพื่อประชาสัมพันธ์หรือโต้ตอบกัน

แนวทางการสร้างอีบิซิเนส (E-business)
• การกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์ ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาต่อไป
• การเข้าใจลูกค้า เพื่อการตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายตลอดจนคุ้นค่ากับการลงทุน
• การพัฒนาและออกแบบเว็บไซต์ เพื่อพัฒนาการและทดสอบระบบอีกทั้งยังช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าได้ด้วย
• การดูแล เพราะ E-business ในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงจำเป็นจะต้องมีการ Update ข้อมูล เช่น การโต้ตอบกันระหว่างผู้เข้าชม หรือในส่วนสนับสนุนลูกค้าสัมพันธ์
• การประเมินผล เพื่อการวัดประเมินผลการลงทุน โดยอาศัยรายงาย
• Number of hit
• Top Referring site
• Search engine positioning

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันเกี่ยวกับผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ ทั้งหลายแน่ เพราะมันจะเป็นแนวทางประเมินกลวิธีการล้างกระเป๋าของพวกเขาเหล่านั้น ว่าเราจ่ายไปนะคุ้มหรือเปล่า
รู้เขา รู้เรา รบร้อย บ มีพ่าย
แต่ถ้ารู้เขลาแล้ว …. ยังไม่รู้เรา ก็ เงินใครเงินมันละคร้าบ….

:ควรรู้.. ผู้นำ ..

August 30, 2007

pic011.jpg
ทีม ใครๆก็รู้จัก ทีม คือ การรวมกลุ่มและทำงานโดยแบ่งหรือกระจายงานตามความถนัดของแต่ละคนมันเป็นระบบที่กระจายคล้าย ปฏิกริยาลูกโซ่ ที่ใช้คุณสมบัติเฉพาะตัวของส่วนประกอบเล็กๆเป็นตัวจักรกระตุ้นให้เกิดภาพรวม เกิดเป็น ทีม องค์กร ขึ้น ทีนี้มันมีปัญหาตรงที่ตัวจักรนี่แหละที่ สำคัญแล้วคุณสมบัติแบบไหนละที่ควรพิจารณา
ตามตำราฝรั่งเขาว่าต้องเป็นอย่างนี้

1. มีความฉลาดทางปํญญา
2. มีความฉลาดทางอารมณ์
3. มีความฉลาดทางจิตวิญญาณ
4. ปัจัยภายนอก

จะพบว่า ตามองค์กรต่างๆที่เป็นระดับแนวหน้าทางธุระกิจในปัจจุบัน มักจะมีการพิจารณาในขอ้ 1 มาก่อนแล้วข้อ 2 3 4 จึงตามมา ทีนี้พอทำงานไปซักระยะหนึ่งจะพบว่า ตัวทีมหรือ องค์กรเองมีการเปลี่ยนแปลงโดยมักเกิดจากตัวจักรเหล่านั้น มักมีด้วยกัน 4 แบบ
กลุ่มที่ 1 ไม่ฉลาดแต่ขยัน จะมีลักษณะเป็นคนว่านอนสอนง่าย รับความรู้ได้ง่ายให้ทำอะไรก็ ก็ก้มหน้าก้มตาทำไม่มีอุธรณ์ พบในพวกพนักงานใหม่ๆ
กลุ่มที่ 2 ฉลาดและขยัน ทำงานมาได้ระยะหนึ่งมีความชำนาญในงานมากขึ้น และอัตตาเริ่มมากขึ้นและเริ่มมีการออกอาการขี้คุย
กลุ่มที่ 3 ฉลาดและขี้เกียจ มักเป็นพวกที่ผ่านระยะที่ 2 มาแล้วและเริ่มออกโรงสอนงานคนอื่น และมักปิดหูปิดตาไม่ฟังคำแนะนำของคนอื่น เชื่อว่าตัวเองเก่ง
กลุ่มที่ 4 ไม่ฉลาดและขี้เกียจ เป็นพวกที่ผ่านระยะที่ 3 มาแล้วจะเริ่มเป็นภาระในทีมหรือองค์กร

ดังนั้นว่าที่ ผู้นำทีมหรือ องค์กร ทั้งหลาย ต้องเรียนรู้ลักษณะเหล่านี้เอาไว้เพื่อปิดจุดบอดภายใน โดยใช้การประสานแบบ มองคนในแง่ดี พยายามสร้างความไว้วางใจ(ความสัมพันธ์ที่ดี)กับเพื่อนร่วมทีม ให้เกิดขึ้น และเป็นผู้ให้ มากกว่าผู้รับ เมื่อมีปํญหา เผชิญหน้าร่วมกันและรับผิดชอบร่วมกัน ต้องโทษตัวเองก่อนโทษทีม ที่สำคัญมากๆๆ สุดๆ อย่าลำเอียงโดยเด็จขาด ไม่เช่นนั้น ทีม มันจะการ ที ของ ตู มั่งหละมึ…………

: e-marketing แบบ ปากคอขวด

July 11, 2007

ในรอบหลายๆเดือนที่ผ่านมาผมสังเกตว่ามี webblog ผุดขึ้นมายังกะดอกเห็ดเลยมันกันใหญ่เลย เราก็มามองว่าใครกันที่ได้ประโยชน์บ้างหว่า อึม.. มันสัมพันธ์ กันระหว่าง ผู้ต้องการ และ ผู้สนอง ก็อุปสงค์และ อุปทาน นะเอง
ผู้ต้องการมีเวบที่ง่ายๆโดยมีพื้นฐานทางคอมน้อยมากถึงมากที่สุดอย่างผมนี่ก็คนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้บริโภค เราก็มามองว่าเราได้ประโยชน์มากจากการมี blog อย่างไรหว่า
ได้ของเล่นมันๆ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการทำเวบที่มีความรู้เรื่องภาษาคอมน้อยสุดๆได้ครอบคุมเลยก็ว่าได้ แค่หาข้อมูลแล้วเขียนเรียบเรียงใหม่ นำไปแปะ(อะไรมันจะง่ายปานนั้น)
ประเดนมันอยู่ตรงนี้ครับท่าน เมื่อมันสามารถตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการมีเว็บไว้ใช้งานแบบง่ายๆนี่แหละ คนก็หันมาทำ blog กันใหญ่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เป็นกระแส ขนาดใหญ่ก็สังเกตจากการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆของ blog นี่แหละ เพราะใครๆเวลาทำออกมาแล้วก็ต้องการให้คนมาเยี่ยมชมผลงานของตน ตรงนี่แหละเป็นช่องทางสร้างรายได้

แน่นอนว่าผู้ให้บริการ blog ค่ายต่างๆ ต้องทำตลาดต่อยอด product แน่ อย่าง Google เองที่ร่ำรวยจากการ เป็น Search engine อันดับหนึ่ง ก็ออก Google Adword มาเพื่อรองรับการโฆษณา และออก Google Adsense มารับอีกที่หนึ่ง ไม่พอยังผลิต blogger ที่สังกัด blogspot.com ออกมารองรับการทำ blog และGoogle Adword หรือ Google Adsense อีกต่อหนึ่ง ด้วย
ในการหาข้อมูลก็ต้องอาศัยการค้นหา จากที่ต่างๆ แน่นอน Google เอาไปกินอีก
ทำให้มองเห็นภาพชัดเจน ว่ามันเป็นธุระกิจผูกขาดในตัว และเป็น กลวิธีที่มัดแน่นมาก ดิ้นยังไงก็ไม่หลุดเหมือนปากคอขวดเมื่อเทน้ำยังไงมันต้องผ่านออกทางปากคอขวด ในระยะยาวหากยังได้ประโยชน์จากการเทน้ำผ่านปากคอขวดอยู่ ขวดนั้นๆก็ยังคงปลอดภัยไม่โดนทุบแตก แต่ถ้าผู้บริโภคมีความกระหายต้องการน้ำอย่างบ้าคลั่ง ขวดก็อาจจะโดนทุบไปเลย เออ …..คล้ายๆกับสถานะการบ้านเมืองเราเลยนะ

อึม…….เป็นกรณีศึกษาสำหรับการตลาดในสมัยนี้มากทีเดียว

สะกิดซักกะนิดจะติดใจ

July 5, 2007

สะกิด..:นั่งๆนอนๆ ดูทีวีเพลินๆ กับตลกในรายการหนึ่ง มีการพูดจายั่วยวน กวนบาทา หรือการทายปัญหา ที่ผู้ตอบต้องมีไหวพริบปฏิภาณพอตัวในการตอบ หรือแม้แต่การหักมุกกัน และยังมีการเฉลยนำทางมาให้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ทำให้ผู้ชมลุ้นและติดตามชมอย่างมีอารมณ์ร่วม บ่อยครั้งมีการพูดจาเสียดสี บริภาษผ่ายตรงข้ามกันอย่างดุเดือด
ประเดนมันอยู่ที่การพูดจาเสียดสีโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามใจชอบ โดยไม่ทำให้เสียมิตรภาพ นี่ซิสำคัญ
การพัฒนาความสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้ามในด้านการงาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่กันและกันให้มากขึ้นนั้น วิธีการข้างต้นก็มีการนำมาดัดแปลงใช้ให้เกิดผลในการติดต่อค้าขายได้
โดยทั่วๆไปการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายนั้นไม่ว่าใครล้วนมักสงวนท่าที มีการหยังเชิง สังเกตแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในตอนต้นๆนั้นมักไม่เปิดอกกันอย่างชัดเจนอย่างแน่นอน หรือที่เรียกกันในวงพนัน ว่า “กั๊ก” ไว้ก่อน ต้องทดสอบกันเป็นเวลานานจนพอแน่ใจก่อนแล้วจึงวางใจกันลงได้บ้าง ในสถานะการเริ่มแรกนั้น ผู้คนส่วนมากจะสวมหน้ากากเข้าหากัน ต่างคนต่างเกรงใจ มีพิธีรีตรองมาก และมันมักจะทำให้การงานไม่คืบหน้าอย่างเท่าที่ควร
หากตกอยู่ในสถานะการอย่างนี้ วิธีที่กล่าวมาข้างต้นคือ กล่าวถึงข้อพกพร่องของผ่ายตรงข้ามที่ได้จากการสังเกตให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกตัว โดยอาจใช้คำพูดที่สุภาพแต่ให้ผลชะงักทีเดียว
เช่นว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมรู้สึกว่าคุณระมัดระวังตัวมากเกินไป”
คนทั่วไปมักได้ยินคำพูดไร้สาระประจบยกย่องเอาใจเสมอ พอได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาเข้าให้มักเกิดความรู้สึกที่แปลกใหม่ มักนับถือและประทับใจในความตรงไปตรงมาของคุณ จนอาจคิดว่า “เอ้ามาไม้ไหนอีกละเนี่ย” หรือ “อึ้ม…ไอ้หมอนี่มันตรงไปตรงมาดีนะ”
แน่นอน ถ้าฝ่ายตรงข้ามรับฟังคำพูดของคุณไม่ได้ ก็แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นใจแคบมาก ธุระกิจนี้แม้ไม่ได้ทำก็ไม่ต้องเสียใจเลย
เป็นเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมได้อย่างลงตัว แต่นะครับแต่
การจะ สะกิด นั้นต้องเรียนรู้และใช้อย่างถูกกาลสถานที่นะครับเดี๋ยวจะกลายเป็น สะกิดซักนิด จะติด ต….ไป

: อาณาจักรหนอนหนังสือ

May 9, 2007

: อาณาจักรหนอนหนังสือ
ธุระกิจหนังสือมาแรงทีเดียวในยุคนี้ มีการแข่งขันสูงไม่แพ้สินค้าหมวดคอนซูเมอร์โปรดักส์เลย แม้ว่าที่ผ่านมามีงานวิจัยตัวเลขเฉลี่ย การอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 5บรรทัดต่อคนก็ตาม ในสมัยเรียนเคยถกปัญหากับเพื่อน (_ คุณห้อยและผู้เป็นหนอนหนังสือหลายคน) ในแง่ที่ว่า หนังสือจะตายหรือไม่ และแล้วตลาดหนังสือก็ยังโตได้อีก เพราะมีตัวกระตุ้นที่ดีนั่นคือร้านหนังสือและผู้อ่านนะเอง ในอดีต ร้านหนังสือน้อย คนอ่านก็น้อย แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุคที่บริโภคมากผู้คนก็บริโภคข้อมูลข่าวสารมากขึ้น หนังสือซึ่งเป็นสื่อข้อมูลข่าวสารชนิดหนึ่งก็ถูกบริโภคมากตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของแหล่งกระจายสื่อชนิดนี้ “ร้านหนังสือ” กรณีศึกษา (more…)